สามก๊กฉบับคนขายชาติ: เรืองวิทยาคม สงครามโจรโพกผ้าเหลืองครั้งที่ 1 ฝ่ายเตียวก๊กเมื่อจัดกองทัพห้าสิบหมื่นพร้อมแล้วก็ประกาศ สงครามกู้ชาติ เพื่อปลดปล่อยประชาชนให้หลุดพ้นจากการกดขี่ข่มเหงรังแก และปล้นชิงวิ่งราวของขุนนางและข้าราชการ ให้เคลื่อนทัพเข้าโจมตีและยึดหัวเมืองทั้งแปด ซึ่งราษฎรนับถืออยู่แต่ก่อนแล้ว จากนั้นจึงเคลื่อนพลเข้าโจมตีหัวเมืองอื่นๆ อีกหลายหัวเมือง ตัวเตียวก๊กเองนั้นคุมพลสิบห้าหมื่นเข้าโจมตีแล้วยึดเมืองจงก๋ง ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญในการบุกเข้ายึดเมืองหลวงต่อไป ส่วนเตียวโป๊และเตียวเหลียงยกไปตีเมืองเองฉวน ภายในเมืองได้ตั้งรับอย่างแข็งขัน เตียวโป้และเตียวเหลียงยึดเมืองไม่ได้ก็ตั้งค่ายรายล้อมเมืองไว้ การเคลื่อนทัพเข้าตีและยึดเมืองต่างๆ ของขบวนการกู้ชาติที่บัญชาการโดยเตียวก๊กครั้งนี้ เป็นไปโดยรวดเร็ว เนื่องจากหัวเมือง ทั้งแปดมีราษฎรนิยมนับถือเตียวก๊กอยู่ก่อนแล้วถึงขนาดเขียนชื่อเตียวก๊ก บูชาทุกบ้านเรือน ทั้งมีความเคียดแค้นชิงชังข้าราชการและขุนนาง ที่เอาแต่กดขี่ข่มเหงรังแกรีดนาทาเร้นราษฎร ดังนั้นชาวเมืองจึงพากันเข้าร่วมกับฝ่ายกู้ชาติ ซึ่งสามก๊กทุกฉบับระบุความ ตรงกันว่า ไม่มีราษฎรหลบหนีออกจากเมืองหรือก่อความวุ่นวายขึ้นแต่ประการใด ฝ่ายกองทัพจากเมืองหลวงที่บัญชาการโดยแม่ทัพโลติดมี ฮองฮูสงและจูฮีเป็นแม่ทัพรองและแม่ทัพหนุนได้เคลื่อนทัพมาเป็นสามด้าน มุ่งเข้าตีจุดยุทธศาสตร์คือเมืองจงก๋งและเมืองเองฉวน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบให้ได้เสียก่อน ตัวโลติดคุมพลห้าหมื่นยกไปล้อมเมืองจงก๋งซึ่งเตียวก๊กได้ยึดไว้ ส่วนฮองฮูสงและจูฮีให้ยกไปเมืองเองฉวน ตั้งค่ายไว้นอกเมืองยันทัพเตียวโป้และเตียวเหลียงไว้ฝ่ายเทียอ้วนจี้ทหารเอกของฝ่ายกู้ชาติอีกคนหนึ่ง นำทัพห้าหมื่นคนยกเข้าตีเมืองตุ้นก้วน เมื่อทัพเทียอ้วนจี้ เคลื่อนไปถึงชายแดนเมืองตุ้นก้วน ความศึกทราบถึงเล่าเอี๋ยนเจ้าเมืองอิวจิ๋ว จึงสั่งให้เจาเจ้งนำกำลังพลห้าร้อยนายพร้อมเล่าปี่, กวนอู, เตียวหุยไปปราบโจร กองทหารของเจาเจ้ง, เล่าปี่, กวนอู, เตียวหุย แม้มีกำลังพลน้อยกว่าทัพของเทียอ้วนจี้หลายเท่านัก แต่ด้วยฝีมือการรบของกวนอู, เตียวหุยเหนือชั้นกว่ามาก ดังนั้นเมื่อเกิดปะทะกันขึ้นเทียอ้วนจี้ จึงถูกกวนอูใช้ง้าวฟันขาดเป็นสองท่อน ส่วนทหารเอกของเทียอ้วนจี้ ชื่อเตง เมา [...]
สามก๊กฉบับคนขายชาติ: เรืองวิทยาคม วีรชนสู่สมรภูมิ ถ้าแผ่นดินเป็นปกติ และการทหารเข้มแข็ง การส่งกองทัพจากเมืองหลวงไปปราบโจรก็เห็นได้ชัดว่ากองทัพจากเมืองหลวงจะได้รับชัยชนะเป็นแน่แท้ แต่เนื่องจากแผ่นดินของเลนเต้อ่อนแอในทุกด้าน รวมทั้งด้านการทหาร ดังนั้น แม้จะส่งกองทัพจากเมืองหลวงออกไปปราบโจรถึงสามด้าน ก็ยังไม่เป็นที่ไว้วางใจ นอกจากไม่ไว้วางใจในกองทัพของตนแล้ว อาจจะเกิดจากความขี้ขลาดตาขาวกลัวแพ้โจรก็เป็นได้ ดังนั้นจึงต้องมีท้องตราไปยังหัวเมืองต่างๆ ให้ช่วยกันปราบโจรทางหนึ่ง และยังส่งกองทัพเสริม เพิ่มเติมตามไปอีก กองทัพที่ส่งเสริมตามไปนี้ พระเจ้าเลนเต้โปรดให้โจโฉเป็นแม่ทัพ นำกำลังห้าพันยกไปช่วยกองทัพที่ยกไปก่อนหน้าแล้ว โดยให้เดินทัพตรงไปยังเมืองเองฉวน ซึ่งขณะนั้นถูกกองทัพโจรโพกผ้าเหลืองที่นำโดยเตียวโป้และ เตียวเหลียงล้อมอยู่ “โจโฉ” นั้น “สูงประมาณห้าศอก จักษุเล็ก หนวดยาว” สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ได้พรรณนาประวัติของ โจโฉไว้ว่า “เป็นบุตรโจโก๋ เมื่อน้อยมักพอใจไปเล่นป่ายิงเนื้อ มักพอใจฟังร้องรำทำเพลง มีปัญญาความคิดรวดเร็ว” เป็นคนชอบคบหาเพื่อนฝูงมาตั้งแต่น้อย เพื่อนเล่นทั้งปวงยกย่องโจโฉเป็นหัวหน้า จะทำการสิ่งใดก็ประพฤติตนเป็นหัวหน้าคนมาตั้งแต่ยังเด็ก โจโฉเป็นคนเจ้าอุบายมาแต่อ้อนแต่ออก และเพราะเหตุที่ซุกซนจึงไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจของอาที่ชื่อ “โจเต๊ก” คอยหาเหตุกลั่น แกล้งอยู่เสมอ โจโฉเห็นอากลั่นแกล้งก็คิดแก้แค้น โดยไม่คำนึงว่า โจเต๊กนั้นเป็นญาติผู้ใหญ่ มีฐานะเป็นอาของตน คิดแต่จะเอาชนะอาให้จงได้ วันหนึ่งโจโฉจึงแกล้งล้มลงร้องไห้ทุรนทุราย โจเต๊ก นำความไปบอกโจโก๋ผู้พี่ว่าโจโฉมีอันเป็นไปแล้ว โจโก๋ ตกใจวิ่งมาดูปรากฏว่า โจโฉยังคงเล่นหัวกับเพื่อนเป็นปกติ [...]
สามก๊กฉบับคนขายชาติ: เรืองวิทยาคม คำสาบานในสวนท้อ เมื่อหัวเมืองต่างๆ ได้รับตราพระบรมราชโองการของพระเจ้าเลนเต้ที่ว่า“ถ้าผู้ใดมีฝีมือกล้าหาญ ให้ช่วยกันจับโจรโพกผ้าเหลือง ได้แล้วจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง” แล้ว หัวเมืองต่างๆ ก็ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญเข้าเป็นทหารเพื่อปราบโจรโพกผ้าเหลืองต่อไป เมืองตุ้นก้วนเป็นเมืองหนึ่งที่ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีฝีมือกล้าหาญตามพระบรมราชโองการนั้น เมื่อประกาศรับอาสาสมัครติดตามที่สาธารณะทั่วไปแล้ว ชาวเมืองก็พากันไปห้อมล้อมมุงดูประกาศนั้นทั่วทุก แห่งในจำนวนนั้นมีชายผู้หนึ่ง “ลักษณะรูปใหญ่สมบูรณ์ สูงประมาณห้าศอกเศษ หูยานถึงบ่า มือยาวถึงเข่า หน้าขาวดังสีหยก สีปากแดงดังชาดแต้ม จักษุชำเลืองไปเห็นหู” ได้ยืนในฝูงจีนมุงดูประกาศดังกล่าวด้วย ดูไปแล้วก็ถอนใจใหญ่บุรุษนี้นาม “เล่าปี่” เป็นบุตรเล่าเหง แลเล่าเหงนั้นเป็นเชื้อพระวงศ์พระเจ้าฮั่น เกงเต้ ซึ่งเป็นกษัตริย์ ในวงศ์ของพระเจ้าฮั่นโกโจ เล่าปี่จึงนับเนื่องเป็นเชื้อพระวงศ์ เมื่อน้อยมีชื่อว่า “เหี้ยนเต็ก” มีสติปัญญาและน้ำใจงาม ความโกรธ ความยินดีมิได้ปรากฏออกมาภายนอก มีความเอื้ออารี มีเพื่อนฝูงมาก จิตใจกว้างขวาง เล่าเหงตายเสียตั้งแต่เล่าปี่ยังเล็กเหลือแต่ภรรยา เล่าปี่มีใจกตัญญู เลี้ยงดูมารดามิให้อนาทร แต่เป็นคนเข็ญ ใจไร้ทรัพย์ ทอเสื่อขายเลี้ยงชีวิต เมื่ออายุได้ 15 ปี ก็ได้สำนักเรียนวิชากับอาจารย์มีชื่อในถิ่นนั้น ชื่อว่า “เต้เหี้ยน” มีเพื่อนสนิทสองคน คนหนึ่งชื่อ “โลติด” ซึ่งต่อมาพระเจ้าเลนเต้โปรดให้เป็นแม่ทัพปราบโจรโพกผ้าเหลืองดังที่ได้กล่าวแล้วในตอนก่อน ส่วนอีกคนหนึ่งชื่อว่า [...]
สามก๊กฉบับคนขายชาติ: เรืองวิทยาคม โจรโพกผ้าเหลือง สามก๊กทุกฉบับที่มีมาในโลกล้วนเรียกกลุ่มโจรโพกผ้าเหลือง ว่าเป็น “โจร” ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นการช่วยกันเหยียบย่ำซ้ำเติมและทำให้ความจริงผันแปรไปจากที่พึงเป็น ความจริงโจรโพกผ้าเหลืองเป็นขบวนการกู้ชาติขบวนหนึ่งในยุคที่บ้านเมืองเป็นจลาจล ไม่ต่างกับขบวนการกู้ชาติของชาวนาในกรณี กบฏเขาเหลียงซาน หรือกบฏนักมวย หรือขบวนการกู้ชาติของพระเจ้าตากสินแม้แต่น้อย แต่เมื่อขบวนการกู้ชาตินี้พ่ายแพ้ ก็ต้องถูกขนานนามว่าเป็นกบฏ และเป็นธรรมเนียมการเมืองจีนโบราณที่ต้องเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้พ่ายแพ้ให้แบนติดดิน ดังนั้น ขบวนการกู้ชาติขบวนนี้จึงถูกเหยียดหยามว่าเป็นเพียงกลุ่มโจรเท่านั้น เรื่องของโจรโพกผ้าเหลืองเริ่มต้นขึ้นที่เมืองกิลกกุ๋น ซึ่งเป็นดินแดนทางทิศใต้ของเมืองหลวง ในยุคพระเจ้าเลนเต้ โดยมีชายคนหนึ่งชื่อ “เตียวก๊ก” เป็นหมอยาแผนโบราณ ตั้งตนอยู่ใน ศีลธรรม มีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบช่วยเหลือราษฎร จึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านในถิ่นนั้นเป็นอันดี อยู่มาวันหนึ่งเตียวก๊กไปหาตัวยาบนภูเขา“พบคนแก่คนหนึ่งผิวหน้านั้นเหมือนทารก จักษุนั้นเหลือง มือถือไม้เท้า คนนั้นพาเตียวก๊กเข้าไปในถ้ำ จึงให้หนังสือตำรา 3 ฉบับชื่อไทแผงเยาสุด แล้วว่าตำรานี้ท่านเอาไปช่วยทำนุบำรุงคนทั้งปวงให้อยู่เย็นเป็นสุข ถ้าตัวคิดร้ายมิซื่อตรงต่อแผ่นดิน ภัยอันตรายจักถึงตัว เตียวก๊กกราบ ไหว้แล้วจึงถามว่าท่านนี้ชื่อใด คนแก่นั้นจึงบอกว่าเราเป็นเทพยดา บอกแล้วก็เป็นลมหายไป” เตียวก๊กกลับมาบ้านก็ลงมือศึกษาเล่าเรียนตำราทั้ง 3 เล่ม ปรากฏว่าเป็นตำราเรียกลม เรียกฝนเล่มหนึ่ง, เป็นตำราผูกพยนต์ หรือตำราปลุกเสกสิ่งของให้เป็นคน หรือเป็นสัตว์เล่มหนึ่ง และตำรารักษาโรคอีกเล่มหนึ่ง เตียวก๊กศึกษาตำราทั้งสามเล่มแล้วก็ได้ใช้วิชารักษาโรครักษาชาวบ้าน ซึ่งทั้งหมดเป็นคนยากไร้ ไม่มีเงินค่ารักษาพยาบาล [...]
สามก๊กฉบับคนขายชาติ: เรืองวิทยาคม ยุคขันทีกินเมือง นิมิตและลางจากสวรรค์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้ก่อให้เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงในหมู่อาณาประชาราษฎร พระเจ้าเลนเต้เองก็ทรงสังเกตเห็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติ จึงทรงตรัสถามขึ้นในที่ประชุมเหล่าขุนนางว่า “นิมิตวิปริตดั่งนี้จะดีร้ายประการใด” ปรากฏว่าไม่มีใครยอมตอบว่า “นิมิตวิปริต” นั้น ว่าจะดีร้ายและหมายความว่าประการใด เหล่าขุนนางต่างนิ่งเงียบเป็นเป่าสาก และอาการนิ่งเงียบเป็นเป่าสากของเหล่าขุนนางนี้ควรจะต้องถือว่าเป็น “นิมิตวิปริต” ที่เกิดขึ้นในราชสำนัก เช่นเดียวกับ “นิมิตวิปริต” ที่เกิดขึ้นแต่ธรรมชาติ เพราะเหล่าขุนนางทั้งปวงนั้นย่อมมีวิสัยที่ชอบเพ็ดทูล และมักจะแข่งแย่งกันเพ็ดทูลเพื่อหาความดีความชอบ และเพื่อแสดงภูมิรู้แห่งตนให้เป็นที่ประจักษ์ หลังพระเจ้าเลนเต้เสด็จขึ้นแล้ว ก็มีขุนนางชื่อ “ยีหลง” ทำหนังสือลับกราบทูลพระเจ้าเลนเต้ว่า “เหตุทั้งปวงนี้เพราะขันทีประพฤติล่วงพระราชอาญา จึงเกิดนิมิตให้พระองค์ปรากฏ” การที่ยีหลงต้องทำเป็นหนังสือลับ ประกอบกับอาการเงียบเป็นเป่าสากของเหล่าขุนนางนั้น เป็นอาการที่บ่งบอกว่าคนรอบข้างของพระเจ้าเลนเต้ ซึ่งก็คือขันทีประพฤติล่วงพระราชอาญา “คิดกันกระทำการหยาบช้าต่างๆ” และควบคุมราชสำนักไว้ได้โดยสิ้นเชิง และเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป ในเหล่าขุนนางอันขันทีนั้น คือคนใช้ของพระเจ้าแผ่นดิน หากยามใดที่พระเจ้าแผ่นดินเข้มแข็ง ขันทีก็มีฐานะเป็นคนรับใช้ แต่ยามใดที่พระเจ้าแผ่นดินอ่อนแอเหลวไหล ขันทีก็จะมีฐานะเป็นคนใช้พระเจ้าแผ่นดิน คือใช้ให้พระเจ้าแผ่นดินทำอะไรได้ตามใจชอบ ขันทีนั้นไม่ใช่กะเทยเหมือนกับที่เห็นในภาพยนตร์ แต่เป็นชาย ซึ่งถูกตัดองคชาติไม่ให้สืบเผ่าพันธุ์ และสิ้นความรู้สึกทางเพศอย่างสิ้นเชิง เหตุทั้งนี้เนื่องจากขันทีสามารถเข้านอกออกในได้ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน โดยที่ฝ่ายในนั้นเต็มไปด้วยพระสนม นางกำนัล เหตุนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ขันทียุ่งเกี่ยวในทางเพศกับพระสนม นางกำนัล จึง มีกฎให้ต้องตัดองคชาติของขันทีเสียก่อนจึงจะรับเข้าบรรจุในตำแหน่งขันทีได้ เหตุที่มีผู้ยอมถูกตัดองคชาติเพื่อรับราชการเป็นขันทีก็เพราะขันทีนั้นอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นศูนย์แห่งอำนาจรัฐ [...]
[youtube]kurPza3DdGc[/youtube] สามก๊กฉบับคนขายชาติ: เรืองวิทยาคม เค้าลางกลียุค!!! ยุคสมัยของสามก๊กเกิดขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 722 เป็นต้นมา เป็นเวลาร่วมร้อยปี เบื้องหน้าแต่จะเกิดยุคสามก๊ก แผ่นดินจีนได้เกิด กลียุครบราฆ่าฟันกันจนแตกออกเป็น 7 หัวเมือง ทั้ง 7 หัวเมืองนี้บางครั้งก็ผูกมิตรกัน บางครั้งก็ทำสงครามกัน สงครามและสันติภาพเกิดขึ้นสลับกันไป ประวัติศาสตร์จีนได้เรียกขานยุคนี้ว่าเป็นยุค “เลียดก๊ก” รายละเอียดมีปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่องเลียดก๊กซึ่งแปลมาจากพงศาวดารเลียดก๊กของจีนนั้นแล้ว จนถึงสมัยหนึ่งแคว้นจิ๋นมีเจ้าผู้ปกครองชื่อว่า “จิ๋นอ๋อง” ได้รวบรวมหัวเมืองทั้ง 7 เข้าเป็นแผ่นดินเดียวกัน สถาปนาราชวงศ์จิ๋นขึ้นปกครองแผ่นดินจีนแต่นั้นมา ชื่อประเทศที่ถูกรวมเข้าเป็นหนึ่ง จึงถูกเรียกตามชื่อของแคว้นจิ๋นว่าเป็น“ประเทศจีน” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จิ๋นอ๋องเป็นผู้ใฝ่อำนาจเห็นว่าคำว่า “อ๋อง” ยังเป็นคำต่ำเสมอเจ้าเมืองธรรมดา ไม่สมกับความชอบของพระองค์ที่สามารถรวบ รวมแคว้นทั้งปวงเข้าเป็นแผ่นดินเดียวกันได้ จึงให้ขุนนางทั้งปวงคิดสรรหาสมญานามให้สมกับความชอบของพระองค์ เป็นธรรมเนียมของขุนนางทุกยุคทุกสมัยที่มักประจบผู้มีอำนาจบรรดาขุนนางในยุคนั้นจึงได้คิดค้นสมญานามสำหรับจิ๋นอ๋องว่า “ฮ่องเต้” ซึ่งหมายถึงความเป็นใหญ่ใน 5 ทวีป หรือความยิ่งใหญ่เหนือแผ่นดิน ภูเขา แม่น้ำ ความดี และความชั่ว ซึ่งสมญานามนี้เป็นที่ต้องพระทัยยิ่งนัก ดังนั้น จิ๋นอ๋องจึงได้สถาปนาพระนามาภิไธย ของพระองค์ว่า “จิ๋นซีฮ่องเต้” ความใฝ่ในอำนาจ และความคิดที่จะเป็นใหญ่ในจักรวาลเป็นแรงวิริยานุภาพภายในตัวของจิ๋นซีฮ่องเต้ ประกอบกับเป็นคนรู้จักใช้คน ดังนั้น [...]