ร้านกาแฟในกรุงเทพ,ร้านอาหารในกรุงเทพ,ร้านเบเกอรี่ในกรุงเทพ,ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์,สูตรขนม,สูตรอาหาร,coffee and bakery shop,thai restaurant,bloggang
Home » 7.1 สามก๊ก

Romance of three kingdoms-1 (...57 views)

Tags: ,

 [youtube]kurPza3DdGc[/youtube]

สามก๊กฉบับคนขายชาติ: เรืองวิทยาคม

เค้าลางกลียุค!!!

ยุคสมัยของสามก๊กเกิดขึ้นตั้งแต่ปีพุทธศักราช 722 เป็นต้นมา เป็นเวลาร่วมร้อยปี เบื้องหน้าแต่จะเกิดยุคสามก๊ก แผ่นดินจีนได้เกิด    กลียุครบราฆ่าฟันกันจนแตกออกเป็น 7 หัวเมือง ทั้ง 7 หัวเมืองนี้บางครั้งก็ผูกมิตรกัน บางครั้งก็ทำสงครามกัน สงครามและสันติภาพเกิดขึ้นสลับกันไป ประวัติศาสตร์จีนได้เรียกขานยุคนี้ว่าเป็นยุค เลียดก๊กรายละเอียดมีปรากฏในวรรณคดีไทยเรื่องเลียดก๊กซึ่งแปลมาจากพงศาวดารเลียดก๊กของจีนนั้นแล้ว จนถึงสมัยหนึ่งแคว้นจิ๋นมีเจ้าผู้ปกครองชื่อว่า จิ๋นอ๋องได้รวบรวมหัวเมืองทั้ง 7 เข้าเป็นแผ่นดินเดียวกัน สถาปนาราชวงศ์จิ๋นขึ้นปกครองแผ่นดินจีนแต่นั้นมา

ชื่อประเทศที่ถูกรวมเข้าเป็นหนึ่ง จึงถูกเรียกตามชื่อของแคว้นจิ๋นว่าเป็นประเทศจีนตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จิ๋นอ๋องเป็นผู้ใฝ่อำนาจเห็นว่าคำว่า อ๋องยังเป็นคำต่ำเสมอเจ้าเมืองธรรมดา ไม่สมกับความชอบของพระองค์ที่สามารถรวบ รวมแคว้นทั้งปวงเข้าเป็นแผ่นดินเดียวกันได้ จึงให้ขุนนางทั้งปวงคิดสรรหาสมญานามให้สมกับความชอบของพระองค์

เป็นธรรมเนียมของขุนนางทุกยุคทุกสมัยที่มักประจบผู้มีอำนาจบรรดาขุนนางในยุคนั้นจึงได้คิดค้นสมญานามสำหรับจิ๋นอ๋องว่า ฮ่องเต้ซึ่งหมายถึงความเป็นใหญ่ใน 5 ทวีป หรือความยิ่งใหญ่เหนือแผ่นดิน ภูเขา แม่น้ำ ความดี และความชั่ว ซึ่งสมญานามนี้เป็นที่ต้องพระทัยยิ่งนัก ดังนั้น จิ๋นอ๋องจึงได้สถาปนาพระนามาภิไธย ของพระองค์ว่า จิ๋นซีฮ่องเต้ความใฝ่ในอำนาจ และความคิดที่จะเป็นใหญ่ในจักรวาลเป็นแรงวิริยานุภาพภายในตัวของจิ๋นซีฮ่องเต้ ประกอบกับเป็นคนรู้จักใช้คน ดังนั้น คนดีมีฝีมือในแผ่นดินจำนวนมากจึงอาสาเข้ามารับใช้ชาติ แผ่นดินจีนยุคนั้นจึงยิ่งใหญ่เกรียงไกร

แต่กระนั้นความยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ก็ไม่สามารถยับยั้งความแก่เอาไว้ได้ เมื่ออายุล่วงวัยมากเข้า จิ๋นซีฮ่องเต้ก็เกิดความคิดกลัวตาย แต่ไม่อยากตาย ดังนั้น จึงได้พยายามแสวงหายาอายุวัฒนะ เมื่อความอยากเกิดขึ้น ความโง่ก็ได้เข้าครอบงำ พวกแพทย์หลวงและแพทย์บ้านตลอดจนนักพรต ต่างได้อาสาทำยาอายุวัฒนะ แต่ในที่สุดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ความแก่ยังคงเข้าครอบงำจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้พระองค์รู้สึกว่าวันเวลาแห่งความตายได้เยื้องกรายเข้ามาเยือน พระองค์ใกล้เข้ามาทุกที ในที่สุดทรงตั้งรางวัลเป็นจำนวนมหาศาลให้แก่ใครก็ตามที่สามารถแสวงหายาอายุวัฒนะมาถวายได้

รางวัลจำนวนมหาศาลย่อมจูงใจคน ย่อมสามารถทำให้คนแกร่ง กล้าไม่กลัวผี ไม่กลัวฟ้า ไม่กลัวดิน ไม่กลัวบาป และไม่กลัวตาย ดังนั้น จึงมีพวกหมอกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ขืนอยู่ไปก็อาจเสี่ยงภัยต่อการถูกประหาร จึงอาสาเดินทางทางเรือไปทางด้านตะวันออก เพื่อแสวงหายาอายุวัฒนะ หลังจากเดินทางไปแล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย กล่าวกันว่าคณะเดินทางแสวงหายาอายุวัฒนะกลุ่มนี้คือกลุ่มบรรพบุรุษกลุ่มแรกของชนชาติญี่ปุ่น เหตุที่ไม่ยอมรับว่าความตายจะมาถึง จิ๋นซีฮ่องเต้จึงไม่ได้ เตรียมการใด ๆ เพื่อรับมือกับเหตุการณ์หลังการตายของพระองค์ ดังนั้นเมื่อความตายมาถึงกลียุคจึงเกิดขึ้นในบ้านเมือง หลี่ซือ ขุนนางผู้มีความชอบต่อแผ่นดินและดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีถูกขันทีใช้อำนาจของยุวกษัตริย์ประหารอย่างโหด ร้าย นอกจากนั้นขุนนางผู้ภักดีต่อแผ่นดินก็ถูกบีบคั้นและสังหารอย่างโหดร้ายทารุณ ในที่สุดยุวกษัตริย์ผู้เป็นรัชทายาทของจิ๋นซีฮ่องเต้ก็ถูกขันทีสังหารแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ แม้เลือดเนื้อเชื้อไขก็ต้องถูกสังหารอย่างโหดร้าย นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความประมาทที่อย่าว่าแต่ปุถุชนคนธรรมดาสามัญเลย ต่อให้เป็นฮ่องเต้ มีอำนาจวาสนาทรัพย์สิ่งศฤงคารสักเพียงไหน หากตกอยู่ในความประมาทแล้ว ทุกสิ่งก็จะสูญสิ้นไป

หลังจากสังหารยุวกษัตริย์แล้ว ขันทีก็ตั้งตนเป็นใหญ่ ใช้อำนาจ หยาบช้าต่ออาณาประชาราษฎร จนบ้านเมืองเกิดจลาจลขึ้น สมัยนั้นขุนศึกต่างๆ ได้ยกกองทัพเข้าเมืองหลวง ด้านหนึ่งอ้างว่าเพื่อฟื้นฟูพระราชวงศ์ ชูธงแห่งความจงรักภักดีขึ้นเป็นที่รวมใจของขุน นางและอาณาประชาราษฎร ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีวาระซ่อนเร้นอยู่ในใจที่จะยึดอำนาจแผ่นดินเสียเอง

การรบราฆ่าฟันเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง การจลาจลขยายตัวลุกลามไปทั้งแผ่นดิน กลายเป็นสงครามกลางเมืองขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่งสมัยนั้นมีผู้ตั้งตนเป็นผู้กู้ชาติหลายกลุ่ม หลายเหล่า แต่หลังจากสงครามผ่านไปนานวันเข้า บางกลุ่มก็สูญสลายไป บางกลุ่มก็ไปร่วมกับอีกกลุ่มหนึ่ง ในที่สุดเหลืออยู่เพียงสองกลุ่ม กลุ่มแรกนำโดยฌ้อปาอ๋อง กลุ่มที่สองนำโดยเล่าปัง หรือที่เรียกว่าฮั่นอ๋อง ทั้งสองกลุ่มนี้ทำสงครามแย่งชิงเมืองหลวงกันเป็นเวลายาวนาน เปิดสงครามต่อกันถึง 7 ครั้ง และทั้ง 7 ครั้งนี้ฮั่นอ๋องหรือ เล่าปังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

แต่เนื่องด้วยเล่าปังเป็นคนมีความเพียรพยายาม มีจิตใจต่อสู้และทรหดอดทน ทั้งพยายามแสวงหาคนดีมีฝีมือมาร่วมงาน ในที่สุด เล่าปังก็ได้ขุนนางสองคนมาทำการด้วย นั่นคือ “ฮั่นสิน” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจัดจ้านทางการทหาร และ “เตียวเหลียง” ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ จัดจ้านทางพิชัยสงครามและการปกครอง

ในสงครามครั้งสุดท้าย ฮั่นอ๋องเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ โดยฌ้อปาอ๋องแตกทัพไปติดอยู่ริมน้ำ และฆ่าตัวตายในที่สุด ก่อนพ่ายแพ้ฌ้อปาอ๋องได้เผาเมืองหลวงที่ใหญ่โตอัครฐานจนหมดสิ้น กล่าวกันว่าเพลิงไหม้พระบรมมหาราชวัง ติดต่อกันเป็นเวลาถึง 7 วัน 7 คืน ฮั่นอ๋องหรือเล่าปังได้รับชัยชนะแล้ว จึงได้สถาปนาราชวงศ์ฮั่นขึ้น เหล่าขุนนางได้ถวายพระสมัญญาแก่พระองค์ท่านว่า “พระเจ้าฮั่นโกโจ” จัดเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น

สงครามและสันติภาพเกิดขึ้นสลับกันไปเช่นนี้ เจ้าพระยา พระคลัง (หน) จึงกล่าวไว้ในสามก๊กด้วยโวหารว่า “เดิมแผ่นดินเมืองจีน ทั้งปวงนั้นเป็นสุขมาช้านานแล้วก็เป็นศึก ครั้นศึกสงบแล้วก็เป็นสุข”

พระเจ้าฮั่นโกโจและพระราชวงศ์ได้ครองราชย์สมบัติต่อ ๆ มา ถึง 12 องค์ ขุนนางชื่อ “อองมัง” จึงชิงราชสมบัติตั้งตนขึ้นเป็นเจ้าครองแผ่นดินอยู่ถึง 18 ปี ก็มีเชื้อพระวงศ์ของพระเจ้าฮั่นโกโจชื่อ “ฮั่นกองบู๊” ชิงราชสมบัติกลับคืนได้ เสวยราชย์สืบเชื้อพระวงศ์ต่อมาอีก 12 องค์ จึงเป็นอันสิ้นสุดราชวงศ์ฮั่น

 

ฮ่องเต้องค์ที่สามก่อนสิ้นราชวงศ์ฮั่นทรงพระนามว่า ฮั่นเต้คงจะเป็นหมัน จึงไม่มีพระราชบุตรสืบสันตติวงศ์ แต่แทนที่จะยกเอาเชื้อพระวงศ์ผู้มีสติปัญญาคนหนึ่งคนใดขึ้นเป็นมหาอุปราช เพื่อเตรียมสืบราชวงศ์ต่อไป กลับไป ขอลูกชาวบ้านมาเลี้ยง ตั้งเป็นพระราชบุตร แล้วโปรดให้ขันทีเลี้ยงดูมาแต่น้อย ต่อมาทรงสถาปนาเป็น ที่รัชทายาท ดังนั้นเลนเต้ จึงไม่ใช่เชื้อพระราชวงศ์ฮั่น เป็นลูกกาฝาก หาก จะกล่าวถึงที่สุดแล้วก็ย่อมกล่าวได้ว่า ราชวงศ์ฮั่นได้หมดสิ้นไปตั้งแต่ยุคสมัยของพระเจ้าฮั่นเต้แล้ว ราชบัลลังก์หลังจากนั้นตกได้แก่คนแซ่อื่น การกระทำผิดธรรมเนียมประเพณีในการปกครองแผ่นดินของ ฮั่นเต้ คือเหตุสำคัญที่ทำให้ราชวงศ์ฮั่นดับสูญ และราชบัลลังก์ตกเป็นสิทธิแก่คนอื่น นี่คือทัณฑ์จากสวรรค์ของการที่ทำผิดธรรมเนียม ประเพณี ถ้าจะกล่าวโดยสำนวนไทยก็กล่าวได้ว่าเป็นความผิดของ คนที่เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม

เลนเต้ลูกชาวบ้าน เมื่อได้ดิบได้ดีเป็นรัชทายาทก็ถือตัวว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่นไปด้วย ครั้นได้เสวยราชย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าเลนเต้แต่สันดานชาติเชื้อที่มิใช่เผ่าวงศ์กษัตริย์ และอัธยาศัยที่ถูกสร้างสม มาจากการเลี้ยงดูของขันทียังคงติดตัวมาจึงกำเริบขึ้น สามก๊กได้กล่าวความประพฤติของพระเจ้าเลนเต้ว่า มิได้ตั้งอยู่ในโบราณราชประเพณี แลมิได้คบหาคนสัตย์ธรรม เชื่อถือแต่คนอันเป็นอาสัตย์ ประพฤติแต่ตามอำเภอใจแห่งพระองค์ เสียราชประเพณีไป

เมื่อ เลนเต้ เสวยราชย์แล้ว ได้อาศัยขุนนางผู้ใหญ่สองคนคอย ค้ำจุนราชบัลลังก์ คนหนึ่งชื่อเตาบูเป็นแม่ทัพใหญ่ อีกคนหนึ่งชื่อ ตันผวน เป็นราชครู สองขุนนางเฒ่ารับราชการในราชวงศ์ฮั่นมาถึงสองแผ่นดิน เห็นความวิปริตผันแปรในบ้านเมืองที่ทำให้ขุนนางข้าราชการแลราษฎรต้องเดือดร้อนหนักว่า เกิดจากขันทีเป็นเหตุ จึง วางแผนร่วมกันเพื่อจะสังหารกลุ่มขันทีชั่วเสีย แต่แผนการรั่วไหล เสียก่อน ดังนั้น ทั้งแม่ทัพใหญ่เตาบูและราชครูตันผวนพร้อมด้วยครอบครัวและบริวารจึงกลับเป็นฝ่ายถูกกลุ่มขันทีชั่ว สังหารอย่างโหดร้ายและทารุณ แต่นั้นมากลุ่มขันทียิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น เหล่าขุนนางข้าราชการมีความเกรงกลัวอิทธิพลของกลุ่มขันทีชั่วเป็นอันมาก

ครั้นพระเจ้าเลนเต้เสวยราชย์ได้สิบสองปี ตรงกับพุทธศักราช 722 เดือนสี่ขึ้นสิบห้าค่ำ แต่สามก๊กฉบับสมบูรณ์ระบุว่าเป็นปี พุทธศักราช 710 พระเจ้าเลนเต้ประทับ ณ พระที่นั่งอุ่นต๊กเตี้ยน เวลาเที่ยงเกิดอาเพศใหญ่ขึ้น ในบ้านเมือง เป็นสัญญาณจากสวรรค์ ที่บ่งบอกว่า แผ่นดินเกิดกลียุค ณ เวลานั้นเพลาเที่ยงเกิดลมพายุหนัก มีงูสีเขียวตัวใหญ่ตกลง มาพันอยู่ที่เท้าพระเก้าอี้ พระเจ้าเลนเต้ตกพระทัย กระทั่งสิ้นพระสติ พักหนึ่งงูใหญ่ ก็หายไปแล้วเกิดฟ้าร้องฝนตกห่าใหญ่ ลูกเห็บขนาดใหญ่ตกบ้านเรือนราษฎรพังทลาย พระตำหนักถูกพายุลูกเห็บพัดพังหลายตำหนัก จนถึงเที่ยงคืนฝนจึงหยุด หลังจากนั้นอีก 4 ปี ณ เดือนยี่ เมืองลกเอี๋ยง ซึ่งเป็นเมืองหลวงเกิดแผ่นดินไหว น้ำทะเลเกิดคลื่นใหญ่ท่วมบ้านเมือง และบ้านเรือนราษฎรถูกน้ำพัดพา หายไปเป็นจำนวนมาก ไก่ตัวเมียขันได้กลายเป็นไก่ตัวผู้

ถัดมาในเดือน 6 ขึ้นค่ำหนึ่งเกิดควันเพลิงพุ่งขึ้นไปสูง 20 วา แล้วพุ่งเข้าไปในพระที่นั่งอุ่นต๊กเตี้ยน รุ่งเดือน 7 เกิดรัศมีรุ้งตกในพระบรมมหาราชวัง ภูเขารันซัวแตกทลายลงนิมิตเหล่านี้ ถ้าว่าตามหลักนิมิตลางของไทย ก็กล่าวได้ว่า เป็น ทั้งอุบาทว์พระอินทร์และอุบาทว์พระยมเกิดขึ้นต่อเนื่องกันไป เป็นลางร้ายของแผ่นดินว่าจะเกิดกลียุค นิมิตและลางร้ายนี้เคยปรากฏให้เห็น ก่อนสิ้นแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาหลายประการ เช่นมีฟ้าผ่าลงตรงระเบียงพระบรมมหาราชวัง และไฟไหม้ลุกลามไปหลายแห่ง, ฝูงอีกาจับกลุ่มกันจิกตีจนบาดเจ็บล้มตาย, หลวงพ่อมงคลบพิตรมีน้ำพระเนตรไหล, อีกาใหญ่บินเอาอกเข้าเสียบกับตรีศูลพระบรมมหาราชวัง, น้ำในแม่น้ำเป็นสีแดงดังเลือด, เสียงใบไม้เหมือนเสียงคนร่ำไห้ระงมเมือง, ไก่ตัวเมียขันได้กลายเป็นตัวผู้ ดาวจระเข้ดวงที่เป็นตำแหน่งของพระมหากษัตริย์สีแดงเศร้าหมอง และริบหรี่คล้ายกับจะดับสูญ

นิมิตและลางลักษณะนี้ถือว่า เป็นนิมิตและลางร้ายที่จะเกิดกลียุคขึ้นในบ้านเมืองนับเป็นอาเพศที่มีผลกระทบต่อบ้านเมือง กระทบต่อผู้มีอำนาจปกครองบ้านเมืองและราษฎรเป็นส่วนรวม อาเพศอันเกิดจากนิมิตและลาง แม้เป็นสิ่งที่ไร้ศาสตร์ใดไป พิสูจน์ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ความเชื่อของคนหลายชาติ หลายภาษาสืบทอดมานับพันปี ยังคงเหนียวแน่นแม้กระทั่งในบ้านเมืองของเราในทุกวันนี้อา! เค้าลางแห่งกลียุคได้ปกคลุมเหนือแผ่นดินจีนอีกครั้งหนึ่งแล้ว

  • Share/Bookmark

ลองดูนี่อีกนิดสิค่ะ

แผนที่รวมร้านอาหาร